ในอนาคตเด็ก ๆ ควรเรียนวิชาอะไร?

ในอนาคตเด็ก ๆ ควรเรียนวิชาอะไร?

เมื่อวานมีโอกาสได้เจอพี่สาว แล้วพี่ก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า “เด็ก ๆ ควรจะต้องเรียนอะไร?”

เพราะอย่างที่หลายคนรู้แล้วว่า ปัจจุบันนี้โลกมันหมุนไวมาก การจะตามเรื่องใหม่ ๆ ให้ทันด้วยการเรียนในห้องนั้นเห็นจะยากเต็มที เรียนมหาวิทยาลัย 4ปี จบออกมาไอที่เรียนไปตอนปี 1 อาจจะ out แล้ว (หรือที่เรียนตอนปี 4 ก็อาจจะไม่อัพเดทด้วยซ้ำ)

แม้แต่บริษัทก็มีเพียง vision กว้าง ๆ ว่าอีก 10ปีมีเป้าหมายเป็นอย่างไร แต่จากที่ได้คุยกับ CEO หลายบริษัทก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ให้ตั้งเป้าหมาย 5ปีข้างหน้ายังว่าไกลไปเลยด้วยซ้ำ”

ผมคิดไวไวแล้วก็ตอบไปว่า…

สิ่งที่เด็ก (หรือแม้แต่เราเอง) ควรเรียน นอกจากวิชาความรู้ทั่วไปแล้ว มี 3 อย่าง คือ..

1. Adaptability หรือความสามารถในการปรับตัว

เราต้องมีทักษะของการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ผ่านช่องทางที่หลากหลาย และที่สำคัญคือ “ไม่ยึดติด” กับความคิดเดิม ๆ สิ่งเดิม ๆ ที่อาจจะ “เคยดี” อยู่แล้ว แต่ต้อง “วิเคราะห์” และ “ยอมรับ” ให้ได้ว่า “มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

ต้องรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น ถ้าเป็นเรื่องเก่าก็ต้องตั้งคำถามว่า “ทำไมเราถึงต้องทำเช่นนี้” ถ้าเป็นเรื่องใหม่ก็ต้องตั้งคำถามว่า “มันเป็นไปได้หรือไม่ จริงหรือเปล่า”

คนที่ปรับตัว “ไวเกินไป” ก็ใช่ว่าจะดี เห็นอะไรใหม่ก็ทำ รู้อะไรใหม่ก็เชื่อ ปรับตัวไวโดยไม่ไตร่ตรองก่อนอาจจะนำมาซึ่งความผิดพลาดมากมาย เหมือนคนเห็นแผนที่ขุมทรัพย์ในป่าดงดิบแล้วก็รีบวิ่งเข้าไปในป่าทันที

คนที่ “ไม่ปรับตัวเลย” หรืออาจจะยึดติด คือคนที่หยุดอยู่ที่เดิม เหมือนรู้ว่าลมพัดแรง แต่ฉันก็จะเกาะต้นไม้เก่า ๆ นั้นไว้ ยิ่งนานวันก็จะยิ่งล้า ยิ่งเหนื่อย

ดังนั้น ต่อยอดจาก Adaptability คือ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และไม่ยึดติด

2. People Skill หรือความสามารถด้านมนุษย์

ผมคิดว่า Skill นี้คล้าย ๆ กับ skill ของการทำกับข้าวกินที่บ้าน คนทำอาหารที่ดีจะคิดอยู่สองอย่างคือ ทำอาหารให้ใคร และ ทำอาหารให้เขาได้อะไร

คนทำอาหารมักทำอาหารที่ตัวเองคิดว่า “ดีพอ” สำหรับคนกินคนนั้น เช่น เป็นเด็กไม่กินเผ็ด ไม่ใส่ผัก คนนี้แพ้ผงชูรส แน่นอนว่าขณะเดียวกันก็ต้องใส่ใจในรายละเอียด ความสะอาด ความอร่อย สิ่งที่ “เราคิดว่าดี”

ในยุคที่ความรู้มีมากมาย และ “หลากหลาย” คุณไม่สามารถจะ “รู้ได้ทุกอย่าง” แต่คุณสามารถ “มีได้ทุกอย่าง” ถ้าคุณรู้จักการเข้าหาคน และเชื่อมต่อผู้คน

คนที่มี People Skill จะรู้ว่าควรทำตัวอย่างไรกับคนรอบข้าง และจะทำอย่างไรให้พวกเขาทำงานให้ด้วยพลังที่เปี่ยมล้น รู้ว่าจะรวมคนอย่างไรให้สร้างสรรค์งานที่หนึ่งคนไม่สามารถทำได้

อย่างที่มีคนเคยพูดว่า “ผู้นำคือคนที่สามารถมองไกลไปถึงสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น แต่สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้”

3. Communication Skill ความสามารถด้านการสื่อสาร

จริง ๆ นี่น่าจะเป็น subset ของ People Skill แต่อยากจะแยกออกมาเพื่อเน้นให้เห็นชัดว่า การสื่อสารที่ดีจะนำมาซึ่ง “ตัวเลือกที่หลากหลาย”

ถ้าคุณสามารถสื่อสารได้ดี พูดคุยได้หลายภาษา และคำว่าภาษาในที่นี้หมายถึงภาษาเช่น จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ หรือแม้แต่ภาษาของแต่ละสังคม เช่น การพูดภาษาบ้าน ๆ การพูดภาษาทางการ เหล่านี้ด้วย

ภาษาเหมือนเป็นประตู พาคุณไปสู่โลกที่กว้างกว่าคนอื่น ๆ สร้างตัวเลือกให้คุณมากมาย ถ้าคุณจำเป็นต้องหาคนที่เก่งในด้านหนึ่ง ตัวเลือกของคุณอาจจะไม่จำกัดแค่ในประเทศไทย ถ้าคุณรู้ภาษาอังกฤษและจีน

อยากให้สังเกตว่าทั้ง 3 skill นี้ เราไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในห้องเรียนซักเท่าไหร่เลย แม้ว่าภาษาอาจจะเรียนได้ แต่ภาษาจะดีขึ้นถ้าคุณอยู่นอกห้องเรียนมากกว่าในห้องเรีย.

ดังนั้นถ้าถามว่า เด็กในยุคนี้ หรือยุคหน้าควรจะเรียนอะไร เราควรจะบอกให้พวกเขาออกไปเจอโลกข้างนอกให้มาก เจอสังคม คุยกับผู้คน ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อฝึก 3 สิ่งนี้..

เพราะผมเชื่อว่าถ้ามี 3 skill นี้ ต่อให้โลกเปลี่ยนไปอย่างไร พวกเขาก็จะสามารถเปลี่ยนได้ทัน โดยไม่ต้องกังวลอะไร

ฟังบทความนี้ในรูปแบบ Podcast ได้ที่นี่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Up Next:

ระยะวิสัยทัศน์ของผู้นำในยุคใหม่

ระยะวิสัยทัศน์ของผู้นำในยุคใหม่